วิธีการเลือกซื้อรถมินิสำหรับมือใหม่

รูปภาพของ อาโกโก้
ติดดาว: 3.7 (3 โหวต)

เห็นใครหลายต่อหลายคนอยากได้รถมินิ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนวิธีเลือกซื้อรถมินิจากวิธีในหนังสือที่เคยอ่านมา แต่รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับการซื้อรถมินิเมืองไทยซักเท่าไหร่ เลยเอาเป็นว่าผสมผสานกันระหว่างหนังสือที่เคยอ่านมากับประสบการณ์ที่เคยมีกับรถมินิตอนอยู่ในเมืองไทยก็แล้วกันนะครับ ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ แม้ไม่สามารถรับรองได้ว่าซื้อรถมินิได้ดีที่สุด แต่อย่างน้อยถ้าทำตามขั้นตอนนี้แล้ว คุณจะได้รถมินิที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด

เนื่องจากว่าเป็นบทความสำหรับมือใหม่ ดังนั้นผมจะไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นของรถมินิหรือการตรวจสอบเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ ถ้าต้องการรู้เรื่องเกี่ยวกับรุ่นของรถมินิก็สามารถเข้าไปดูได้ในหน้าบทความที่อยู่ในเว็บนี้ ซึ่งได้ให้รายละเอียดมากพอสมควร ส่วนท่านที่เป็นมือเก่าทั้งหลายอาจจะเห็นต่างไปจากนี้ก็สามารถให้ความคิดเห็นได้นะครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าว่าถ้าจะซื้อรถมินิซักคันต้องทำอย่างไรบ้าง

  1. ศึกษารุ่นของรถมินิ แต่เนื่องจากรถมินิมีมากกว่า 50 รุ่น ดังนั้นถ้าจะให้ศึกษาทั้งหมดว่าแต่ละรุ่นมีรายละเอียดปลีกย่อยอย่างไรคงจะไม่ไหวเป็นแน่แท้ เอาเป็นว่าสำหรับมือใหม่แค่แยกให้ออกว่ารถรุ่นไหนเป็น Mk1, Mk2, Mk3 หรือ Rover Mini (Mk4-7 สามารถเรียกรวมเป็น Rover Mini ได้) แค่นี้ก็คงเพียงพอ แล้วศึกษาได้จากที่ไหน ? จากบทความในเว็บไซต์นี้หรือถ้าภาษาอังกฤษคล่องปรือก็อาจหาอ่านได้จากนิตยสารต่างประเทศเช่น Mini World หรือ Mini Magazine ก็ได้
  2. ดูลาดเลาสำหรับอู่ซ่อม แน่นอนที่สุดรถมินิเป็นรถเก่า อายุอานามอาจจะมากกว่าเจ้าของด้วยซ้ำ ดังนั้นการเลือกอู่ก่อนการเลือกซื้อรถจึงมีความสำคัญ ถ้าไม่แน่ใจว่าอู่ไหนซ่อมได้หรือเปล่าก็เข้าไปเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามเอาก็ได้ ถ้าอู่ไหนซ่อมรถมินิอยู่เป็นประจำก็เข้าไปคุยเข้าไปขอความคำแนะนำ ถ้าเข้าไปเป็นลูกมือซ่อมรถมินิได้เลยยิ่งดี ควรเลือกไว้ซัก 2-3 ที่ ดูที่ตั้งของอู่ด้วย ไม่ใช่บ้านอยู่รังสิตทำงานลาดกระบังแต่อู่ซ่อมอยู่พระราม 2 อย่างนี้ก็คงไม่ไหว
  3. เตรียมเงินสด แน่นอนที่สุดจะซื้อรถซักคันก็ต้องเตรียมเงิน แต่เตรียมเงินเท่าไหร่ดีละ ? จากประสบการณ์ผมว่าควรเตรียมเงินสดสำหรับซื้อรถมินิเท่า ๆ กับซื้อทองคำแท่ง 40-50 บาท ขอเน้นนะครับว่าเป็นเงินสด เพราะว่ารถมินิส่วนใหญ่ผ่อนไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนซื้อว่าจะทำอย่างไรถึงได้เงินสดมาอยู่ในมือ ถ้ายังไม่มีเงินสดตามที่ว่าไม่ต้องตกใจครับ ให้ย้อนกลับไปทำข้อ 1 ไล่ลงมาใหม่จนกว่าจะได้เงินครบตามที่ว่า สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ยังไม่ได้ทำงานก็ให้ตั้งใจเรียนดีกว่า ถ้าเรียนดีก็ได้เกรดดี ได้เกรดดีก็ได้งานทำดี ได้งานทำดีก็ได้เงินดี ตรรกะง่าย ๆ ครับ กลับไปตั้งใจเรียนก่อนดีกว่า ระหว่างนี้ก็ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับรถมินิควบคู่กันไป
  4. เตรียมความพร้อม หลายคนอาจสงสัยว่าเงินก็พร้อมแล้ว รู้เรื่องรถมินิพอควรแล้ว อู่ที่จะซ่อมก็มีแล้ว ต้องเตรียมความพร้อมอะไรอีก ? สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ เมื่อได้เงินครบแล้วลองสอบถามพ่อ แม่ แฟนหรือภรรยา ลูก ๆ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท มิตรสหาย เจ้านาย เพื่อนที่ทำงาน ว่าตอนนี้เรามีเงินอยู่จำนวนเท่านี้ อยากจะซื้อรถมินิ เขาคิดเห็นว่าอย่างไร ผมรับรองได้เลยว่ามากกว่า 99% ของคนที่ไปสอบถามความคิดเห็น เขาจะสรรเสริญเยินยอความคิดที่คุณจะซื้อรถมินิอย่างไม่มีชิ้นดี ให้ลองกลับไปคิดทบทวนความคิดที่จะซื้อรถมินิอีกที นี่ขนาดยังไม่ได้ซื้อเขายังสรรเสริญเยินยอซะขนาดนี้ คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะรับฟังคำสรรเสริญเยินยอดังกล่าวตลอดเวลาที่คุณครอบครองรถมินิ ถ้าคุณคิดว่าพร้อมแล้วเตรียมลุยได้เลยครับ
  5. สอดส่องหารถ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเราก็สอดส่องหารถมินิกัน ถ้าอู่ที่เราไปทำความรู้จักจากข้อ 2. ซ่อมรถมินิอยู่เป็นประจำก็ขอให้ช่างช่วยแนะนำให้รู้จักกับคนที่จะขายรถ เราก็จะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับรถมินิที่ต้องการซื้อมากขึ้น เพราะเป็นไปได้ว่าช่างอาจเคยซ่อมรถมินิคันดังกล่าวมาแล้ว หรือสอบถามจากคนขับรถมินิโดยตรง เพราะว่าคนขับรถมินิมักมีเพื่อนหรือรู้จักคนขับรถมินิด้วยกัน บางครั้งเขาอาจต้องการขายรถมินิ หรืออาจจะหาจากเว็บไซต์โดยใช้ Google ค้นหาก็ได้ หาจากเว็บไซต์หรือชมรมรถเก่าต่าง ๆ หรือหาจากเต็นท์รถมือสอง เดี๋ยวนี้เต็นท์รถมือสองก็มีเว็บไซต์สำหรับให้เลือกรถอยู่มาก สามารถหาได้ว่ารถยี่ห้ออะไรรุ่นไหน จดรายละเอียดต่าง ๆ ไว้สำหรับติดต่อคนขาย เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร รถรุ่นอะไร สีอะไร ราคาเท่าไหร่เป็นต้น
  6. โทรถามรายละเอียดเบื้องต้น อาทิเช่น มีทะเบียนหรือเปล่า ? โอนที่ขนส่งได้หรือเปล่า ? ดูรถได้ที่ไหน ? จากนั้นจึงนัดแนะไปดูรถ อย่าลืมหนีบช่างจากอู่ในข้อ 2 ไปเป็นเพื่อนช่วยดูด้วยนะครับ อาจต้องให้ค่าเสียเวลาเขาบ้าง บางทีค่าเสียเวลาอาจจะไม่ใช่เป็นตัวเงิน บางทีอาจต้องจ่ายเป็นกระป๋องหรือขวด ส่วนของผมเคยจ่ายเป็น VCD (ฮา)
  7. ดูรถลองรถ เมื่อไปดูรถจริง ๆ ต้องไม่ลืมว่ารถมินิส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ดังนั้นเป็นไปได้ว่ารถคันดังกล่าวถูกเปลี่ยนอะไหล่มาเยอะแล้วก็เป็นได้ อาจไปเจอลูกผสมเช่น ประตู Mk1 กระจังหน้า Rover ไฟท้าย Mk3 ก็ได้ ดังนั้นต้องสังเกตจุดที่เปลี่ยนได้ยากเช่นขนาดฝาท้ายห้องเก็บของกับบานกระจกด้านท้าย ถ้ามีขนาดเท่า ๆ กันเป็นไปได้ว่าเป็นรถ Mk1 ส่วนถ้าบานกระจกด้านท้ายมีขนาดใหญ่กว่าแสดงว่าเป็นรถตั้งแต่ Mk2 เป็นต้นไป รวบรวมความรู้ที่สะสมมาประเมินว่ารถคันดังกล่าวน่าจะเป็นรุ่นอะไร และถูกเปลี่ยนอะไรไปบ้างแล้ว ที่สำคัญคืออย่าไปอวดภูมิความรู้ที่มีกับเจ้าของ ท่านอาจจะเจอเจ้าของหมั่นไส้จนไม่ขายรถให้ก็เป็นได้ ต่อไปก็ลองขับรถ ช่วงนี้ต้องตั้งสมาธิดี ๆ อย่างเพิ่งดีใจที่ได้ขับรถมินิจนลืมสังเกตเสียงเครื่องยนต์ ควันท่อไอเสีย การควบคุมพวงมาลัย และการสั่นสะเทือนของช่วงล่างเมื่อขับบนถนน ก่อนจากให้ถามกับเจ้าของตรง ๆ ไปเลยว่าทำอะไรมาบ้างแล้ว และถ้าซื้อไปต้องไปทำอะไรต่อบ้าง
  8. ประเมินผลจากการไปลองรถ หลังจากไปดูรถและลองขับรถมินิที่ต้องการซื้อมาเรียบร้อยแล้ว ให้ปรึกษากับช่างว่าถ้าจะซื้อรถมินิคันดังกล่าวต้องทำอะไรต่อบ้าง ตัวอย่างเช่นไปดูรถมาคันหนึ่ง ราคา 450,000 บาท ปรึกษากับช่างเรียบร้อยแล้วพบว่ารถคันนี้สภาพโดยรวมทั้งภายนอก ภายในและเครื่องยนต์มีสภาพดีประมาณ 80% จากนั้นประเมินราคาที่จะซ่อมโดยนำ 80% ไปหารด้วย 2 จะได้ 40 ให้เอา 100 ไปลบก็จะได้ 60% นำไปคูณกับราคารถ 60% x 450,000 = 270,000 บาท นี่คือจำนวนเงินสำหรับการซ่อมแซมรถคันนี้ให้มีสภาพ 100% ตามที่ต้องการ จะเห็นได้ว่าราคารถบวกกับราคาค่าซ่อมจะประมาณใกล้เคียงกับเงินที่เตรียมไว้ในข้อที่ 3 เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่มีเงินสดตามที่บอกเอาไว้ในข้อที่ 3 ก็ให้ย้อนกลับไปข้อที่ 1-2 พร้อมกับตั้งใจทำงานเก็บเงินดีกว่าครับ
  9. เลือกรถ หลังจากได้ไปลองรถมินิมาครบตามรายการที่ไปหามาแล้ว ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกว่าจะซื้อคันไหน ให้ลองกลับไปทำในข้อที่ 4 อีกครั้ง ว่าพร้อมแล้วหรือยังที่จะรับฟังคำสรรเสริญเยินยอดังกล่าวตลอดเวลาที่คุณครอบครองรถมินิ ถ้าพร้อมแล้วก็ตัดสินใจได้เลยว่าต้องการคันไหน โดยลองจินตนาการว่าได้ซื้อรถมินิคันดังกล่าวแล้วชีวิตของเราในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร จงใช้ความรู้สึก (Feeling) ในการตัดสินใจ อย่าใช้เหตุผล (Reason) ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้แสดงว่ารถที่ไปเลือกมายังไม่ใช่ จงหาต่อไป ถ้าตัดสินใจได้แล้วก็ดำเนินขั้นตอนต่อไปได้เลย
  10. ทำสัญญา หลังจากเลือกได้แล้วว่าต้องการจะซื้อรถคันไหน ก็ให้โทรติดต่อกับเจ้าของโดยตรงเพื่อนัดทำสัญญากัน สัญญาที่ว่านี้คือสัญญาจะซื้อจะขายรถยนต์ (ดูตัวอย่างสัญญาได้โดย คลิ๊กที่นี่) โดยในสัญญาควรมีการระบุวันที่และสำนักงานเขตหรือจังหวัดของกรมการขนส่งทางบกในการโอนกรรมสิทธิ์ทะเบียนรถไว้ด้วย (สถานที่ ขั้นตอนและเอกสารที่จำเป็นในการโอนทะเบียนรถยนต์สามารถดูได้จากเว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก) และควรพาเพื่อนสนิทหรือญาติพี่น้องไปด้วย 1 คนเพื่อเป็นพยานในการทำสัญญาครั้งนี้ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ เช่น จำนวนเงินมัดจำหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการโอน ฯลฯ ควรตกลงกับผู้ขายก่อนแล้วจึงค่อยระบุลงไปในสัญญา
  11. ตรวจสภาพ โอนทะเบียน ชำระเงิน เป็น 3 ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญอย่างมาก หลังจากทำสัญญาเรียบร้อยแล้วและนัดแนะกับเจ้าของรถเพื่อไปโอนทะเบียน เมื่อถึงวันที่ต้องโอนทะเบียนตามที่ระบุในสัญญา สิ่งที่ต้องทำเป็นขั้นตอนแรกเมื่อไปถึงสำนักงานเขตหรือจังหวัดของกรมการขนส่งทางบกคือตรวจสภาพรถยนต์ ในขั้นตอนนี้ควรนำกล้องถ่ายรูปไปด้วยเพื่อที่จะได้ถ่ายรูปเจ้าหน้าที่ขณะตรวจสอบสภาพรถคันที่เราต้องการซื้อ เมื่อตรวจสภาพเสร็จเรียบร้อยควรถ่ายเอกสารหนังสือรับรองการตรวจสภาพ 1 ชุดเก็บเอาไว้ หรืออย่างน้อยควรจดชื่อและนามสกุลของเจ้าหน้าที่ที่เซ็นหนังสือรับรองการตรวจสภาพ โดยดูจากหนังสือรับรองการตรวจสภาพ เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ก็ไปยื่นเอกสารเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนมาเป็นชื่อของเรา เมื่อรับคู่มือทะเบียนรถกลับมาแล้วให้ตรวจสอบชื่อและนามสกุลในคู่มือดังกล่าวว่าเป็นชื่อของเราและพิมพ์ถูกต้องหรือไม่ ตรวจสอบทะเบียนรถยนต์ว่าเป็นคันที่เราต้องการซื้อหรือเปล่า ? ถ้าทุกอย่างถูกต้องเรียบร้อยก็ชำระเงินให้กับเจ้าของได้เลย สามขั้นตอนสุดท้ายที่กล่าวมานี้ต้องไปดำเนินการด้วยตัวเองเท่านั้น ห้ามโอนลอย ห้ามมอบหมายให้เจ้าของเดิมหรือคนอื่นไปดำเนินการให้โดยเด็ดขาด ที่เหลือคือขับรถกลับบ้านตัวเบาหวิวด้วยความรู้สึกงง ๆ ว่าในที่สุดเราก็ได้เป็นเจ้าของรถมินิคนหนึ่ง

เพียง 11 ขั้นตอนตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ท่านก็จะสามารถเป็นเจ้าของรถมินิด้วยความสุขกายสบายใจ ที่เหลือคือทำงานงก ๆ ตัวเป็นเกลียวเพื่อหาเงินกลับไปซ่อมไปแต่งรถมินิตามที่ต้องการ ขอให้ทุกท่านโชคดี
onionhead094

ความคิดเห็นล่าสุด